บทความทั่วไป

จอมอนิเตอร์ คืออะไร

จอมอนิเตอร์ คืออะไร

จอมอนิเตอร์ คืออะไร

7 จอคอม ภาพสวย คมชัด สำหรับเล่นเกมและทำงาน ราคาไม่แพง   Monitor หรือที่เรียกอีกอย่างว่า VDU ที่ย่อมาจาก Visual Display Unit เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ โดยรับข้อมูลแล้วแปลงออกมาเป็นสัญญาณภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพ ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ รวมไปถึงสีสันต่าง ๆ ด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ถูกแสดงออกมานั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ได้รับนั่นเอง หน้าจอ Monitor ในภาษาไทยนั้นสามารถเรียกได้หลายอย่าง เช่น จอภาพ จอภาพคอมพิวเตอร์ หน้าจอคอม เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรจอมอนิเตอร์นั้นก็ยังคงเป็นตัวกลางที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ หากไม่มีหน้าจอนี้แล้ว ผู้ใช้งานก็จะไม่สามารถรับรู้ผลลัพธ์จากการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ได้เลย

ประเภทของจอมอนิเตอร์ (Monitor) 

จอมอนิเตอร์ สามารถจำแนกประเภทได้จากแผง Panel (แผงหน้าปัด) ของจอ Monitor โดยแผง Panel ที่ปัจจุบันนิยมใช้มีด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่แบบ TN, แบบ VA และแบบ IPS ดังนี้

1. จอมอนิเตอร์ แบบ TN (Twisted Nematic) จอมอนิเตอร์ แบบ TN เป็นจอคอมพิวเตอร์ที่มีจุดเด่นสำคัญคือเวลาตอบสนองที่รวดเร็ว สามารถทำอัตรารีเฟรชถึง 240 Hz และที่สำคัญคือ ราคาหน้าจอมอนิเตอร์ ประเภทนี้ถูกกว่าประเภทอื่น ทำให้จอแบบ TN เป็นหนึ่งในตัวเลือกของเกมเมอร์หลายคนที่ให้ความสำคัญกับความเร็วของภาพ  อย่างไรก็ตามในด้านคุณภาพของสีและภาพนั้นไม่โดดเด่นมากนัก เพราะมีมุมมองด้านข้างที่แคบและสีค่อนข้างเพี้ยน ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับการใช้งานด้านภาพและสีที่ต้องการรายละเอียดและความแม่นยำสูง

2. จอมอนิเตอร์ แบบ VA ( Vertical Alignment) จอมอนิเตอร์ แบบ VA เป็นจอคอมพิวเตอร์ที่มีจุดเด่นคือค่า Contrast Ratio หรืออัตราส่วนความแตกต่างของสีขาวกับสีดำ ยิ่งมีค่ามาก ความคมชัดก็จะมากขึ้นตาม โดยจอภาพแบบ TN และ IPS มีค่า Contrast Ratio อยู่ที่ 1000 : 1 แต่ หน้าจอแบบ VA มีค่า Contrast Ratio ถึง 2000 : 1 หรือถ้าเป็นรุ่นที่สเปคสูงขึ้นก็อาจมีค่านี้สูงไปถึง 4500 : 1 หรือ 6000 : 1 เลยทีเดียว แต่ในด้านอื่นนั้นหน้าจอคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ก็ไม่ได้โดดเด่นมาก เมื่อเทียบกับจออีก 2 ประเภท ซึ่งทำให้ราคาจอแบบ VA รุ่นมาตรฐานทั่วไปไม่สูงเท่าแบบ IPS แต่ก็ไม่ได้เป็นจอคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดเท่ากับแบบ TN โดยจอประเภทนี้เหมาะสำหรับการดูหนัง ทำให้เรามักเห็นจอภาพคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ถูกนำไปใช้เป็นหน้าจอโทรทัศน์ด้วยนั่นเอง

3. จอมอนิเตอร์ แบบ IPS (In-Plane Switching) จอมอนิเตอร์ แบบ IPS เป็นจอคอมพิวเตอร์ที่มีจุดเด่นในด้านของภาพและสี เพราะให้มุมมองกว้างที่สุด และสีเพี้ยนน้อยจนแทบไม่เพี้ยนเลย ซึ่งเหมาะอย่างมากกับการใช้งานเกี่ยวกับภาพและสีที่ต้องการรายละเอียดและความแม่นยำสูง เช่น การทำกราฟิก  แต่ด้วยจุดเด่นนี้ก็ทำให้ราคาจอคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สูงขึ้นตามไปด้วย โดยทั่วไปสามารถทำอัตรารีเฟรชที่ 60 Hz หากต้องการมากกว่านี้ ราคาจอภาพก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

วิธีวัดประสิทธิภาพของหน้าจอมอนิเตอร์ (Monitor)  การวัดประสิทธิภาพของจอภาพคอมพิวเตอร์ สามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีนั้นก็จะมีการวัดที่แตกต่างกันไป ดังนี้

1. ความสว่างของหน้าจอ วิธีแรกคือการวัดความสว่างของหน้าจอ โดยค่ามาตรฐานมักจะอยู่ที่ประมาณ 120 – 500 cd/m2 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและแสงสว่างจากภายนอก และความสว่างก็ไม่ควรจะน้อยหรือมากเกินไปด้วย

2. ขนาดของจอภาพ ขนาดของจอภาพก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะขนาดของหน้าจอคอมพิวเตอร์จะสัมพันธ์กันกับลักษณะการใช้งาน หากจอภาพมีขนาดที่ไม่เหมาะกับการใช้งานแล้ว ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานของคอมพิวเตอร์ลดน้อยลงไปด้วย

3. อัตราส่วนของจอภาพ จอมอนิเตอร์ ในปัจจุบันจะมีอัตราส่วนของจอภาพหลัก ๆ 3 อัตราส่วน ได้แก่ 4 : 3 ซึ่งจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบทั่วไป ส่วน 16 : 9 และ 16 : 10 จะเป็นหน้าจอแบบกว้างหรือที่เรียกว่า Wide Screen ซึ่งหน้าจอในลักษณะนี้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความกว้างของหน้าจอ เช่น การดูหนัง การทำกราฟิก หรือการตัดต่อวีดิโอ เป็นต้น

4. ความละเอียดของจอภาพ ความละเอียดของจอภาพเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยวัดประสิทธิภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยวัดจากจำนวนพิกเซลตามความกว้างและความสูงที่สามารถแสดงผลได้ ได้แก่ Full HD คือความละเอียดของจอภาพ 1920 x 1080 (1080p), 2K (QUD) คือความละเอียดของจอภาพ 2560 x 1440 (1440p) และ 4K (UHD) คือความละเอียดของจอภาพ 4096 x 2160 และ 3840 x 2160

5. ระดับพิกเซล ความคมชัดของจอคอมพิวเตอร์สามารถวัดได้ด้วยระยะห่างของพิกเซลสีเดียวกัน (ในหน่วยมิลลิเมตร) หรือเรียกว่าระดับพิกเซล ซึ่งระดับพิกเซลจะแปรผกผันกับความคมชัด คือยิ่งระดับพิกเซลมีค่าน้อย ความคมชัดของภาพก็จะยิ่งมากขึ้น

6. อัตรารีเฟรช อัตรารีเฟรช หรือ Refresh Rate คือจำนวนครั้งที่ภาพถูกฉายบนจอมอนิเตอร์ ภายใน 1 วินาที ฉะนั้นหากค่าอัตรารีเฟรชยิ่งมากก็จะยิ่งทำให้การแสดงผลของหน้าจอคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

7. เวลาตอบสนอง เวลาตอบสนองคือเวลาที่ใช้ขณะพิกเซลเปลี่ยนจากสีดำเป็นขาว และเปลี่ยนกลับมาเป็นสีดำอีกครั้ง ภายในมิลลิวินาที โดยเวลาตอบสนองนี้ยิ่งน้อยก็จะยิ่งทำให้การแสดงผลของจอภาพคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

8. อัตราส่วนความแตกต่าง อัตราส่วนความแตกต่าง หรือ Contrast Ratio คืออัตราส่วนความแตกต่างของสีขาว (สีที่ส่องสว่างที่สุด) กับสีดำ (สีที่มืดที่สุด) โดยยิ่งค่านี้สูงมากขึ้น ก็ทำให้หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงสีที่จัดจ้านและคมชัดมากยิ่งขึ้นไปด้วย

9. การใช้พลังงาน นอกจากการแสดงภาพออกมาได้คมชัดและรวดเร็วแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยคือการใช้พลังงานที่พอดี ไม่ควรจะใช้พลังงานมากเกินไป เพราะจะทำให้กินไฟมาก จึงทำให้ปัจจุบันมีหน้าจอคอมหลายรุ่นที่สามารถควบคุมการใช้งานไม่ให้ใช้พลังงานมากเกินไปนั่นเอง

10. มุมในการมอง จอคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องแสดงภาพที่ปรากฏบนหน้าจอได้อย่างชัดเจนรอบด้าน แม้จะอยู่ในมุมที่หันเหหน้าจอออกไปแล้วคุณภาพก็ยังไม่ลดลง โดยจอมอนิเตอร์บางประเภทนั้นมีมุมมองที่กว้างที่สุดประมาณ 178 องศา ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพบนจอภาพคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจน

สอบถามสินค้าอื่นๆ ติดต่อทาง  safeandsound
ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร 095-4466266 , 089-8415456 , 02-101-9982 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *