UPS กับ Stabilizer แตกต่างตรงไหน?
เคยเป็นไหม? เวลาที่ไฟฟ้าขัดข้องแล้วเกิดไฟดับ ไฟตก หรือไฟกระชาก ไม่ว่าจะมาจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติหรือจากเหตุการณ์อื่นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้มันอาจจะส่งผลให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์นั้นเกิดอันตรายได้ จึงต้องมีอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเกิดความเสียหาย นั่นก็คือ UPS กับ Stabilizer แล้ว UPS กับ Stabilizer แตกต่างกันยังไง? UPS คือ เครื่องสำรองไฟฟ้า และปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ ส่วน Stabilizer คือ เครื่องควบคุมแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ ซึ่งทั้งสองตัวมีหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเกิดความเสียหาย และช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เนื่องด้วยจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไฟกระชาก ไฟดับ ไฟเกิน เป็นต้น แม้ว่า UPS กับ Stabilizer จะมีหน้าที่ และวิธีการคล้ายๆ กัน แต่เมื่อลงลึกเข้าไปแล้ว หลักการทำงานนั้นก็ต่างกัน และยังมีส่วนที่ต่างกันมาก ซึ่งในบทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ มาฝาก จะมีเนื้อหาอย่างไรบ้างนั้น มีดังนี้
UPS คืออะไร
- ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า เช่น ไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก เป็นต้น
- ช่วยในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เมื่อพลังงานไฟฟ้าเกิดขัดข้อง
หลักการทำงานของ UPS
UPS กับเครื่องใช้ไฟฟ้า
- คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เอาไว้เชื่อมต่อ เช่น เครื่องพิมพ์ ลำโพง จอ โมเด็ม เป็นต้น
- ระบบสื่อสารภายในโรงงานอุตสาหกรรม ระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร
- อุปกรณ์สื่อสาร หรือห้องควบคุมระบบโทรคมนาคมต่างๆ
- ระบบประมวลผลข้อมูล และรายงานข้อมูลของธนาคารและตลาดหุ้น
- อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น โทรทัศน์ เครื่องเสียง ตู้เย็น แอร์ และพัดลม เป็นต้น
ประโยชน์ของ UPS
- ป้องกันอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เวลากระแสไฟฟ้าเกิดความผิดปกติขึ้น
- ช่วยจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองให้อุปกรณ์ไฟฟ้า กรณีที่เกิดไฟดับ เพื่อไม่ทำให้ floppy disk และ hard disk เสียหาย และมีไว้เผื่อในตอน save ข้อมูล
- ช่วยปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องต่างๆ เช่น ไฟดับ ไฟกระชาก ไฟเกิน เป็นต้น
- ป้องกันสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูล และอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
- ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์เครื่องมือใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ
Stabilizer คืออะไร
- ปรับแรงดันจากการเกิดไฟตก ไฟเกิน ไฟกระชาก ที่เข้ามา 184-284 V โดยอัตโนมัติ ปรับให้มีแรงดันคงที่ ที่ 220 V เป็นระดับที่พอเหมาะกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตัวอุปกรณ์
- ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และยังช่วยปรับคุณภาพไฟฟ้าให้ดีขึ้น โดยการกรองและกันสัญญาณรบกวนต่างๆ ออก
- ช่วยปรับแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำของไฟฟ้าให้สมดุลระหว่างหล้อแปลงไฟฟ้ากับผู้ใช้ ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดี ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟได้ถึง 5% โดยประมาณ
- ดูดซับฮาร์โมนิคในกระแสไฟฟ้าได้ และยังช่วยปรับลดกระแสไฟฟ้าสูญเสียในช่วงเปิดสวิตซ์อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
หลักการทำงานของ Stabilizer
- การควบคุมเชิงเส้น ทำงานโดยการปรับความต้านทานในวงจรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่
- การควบคุมการสลับ ทำงานโดยการเปิดและปิดเครื่องอย่างรวดเร็ว เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเพียงชั่วครู่เท่านั้นที่จะไปถึงตัวโหลด
Stabilizer กับเครื่องใช้ไฟฟ้า
- อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป เช่น หลอดไฟ แอร์ พัดลม ตู้เย็น ทีวี เครื่องเสียง
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ระบบมอเตอร์ เช่น ปั๊มน้ำ
- อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์
- เครื่องจักรต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม
- เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
- Wifi Router
- อุปกรณ์สำนักงานที่มีความไวต่อคุณภาพไฟฟ้า
- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับวงจรอิเล็กทรอนิคส์ และลิฟต์
ประโยชน์ของ Stabilizer
- ช่วยปกป้องวงจรจากความเสียหายที่เกิดจากแรงดันไฟฟ้าที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป
- ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของวงจรโดยจะตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการจ่ายพลังงานในปริมาณที่เหมาะสมถูกต้องให้กับแต่ละส่วน
- ช่วยยืดอายุการใช้งานของวงจร ยืดอายุอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยป้องกันไม่ให้กระแสไฟไหลผ่านมากเกินไปเนื่องจากตัวควบคุมจำกัดปริมาณกระแสไฟที่ไหลผ่านส่วนประกอบภายในได้ ซึ่งช่วยป้องกันความร้อนสูงเกินไปและป้องกันความเสียหายที่ตามมา
- ช่วยป้องกันสัญญาณรบกวน (EMI/RFI) และปัญหาที่มาจากระบบสายส่งการไฟฟ้าไม่เสถียร
ความแตกต่างระหว่าง UPS กับ Stabilizer
- ในกรณีที่ไฟฟ้าเกิดขัดข้องขึ้นมา เกิดไฟดับหรือแรงดันตก หรือไปเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ UPS จะสามารถสำรองไฟได้ เพราะมีแบตเตอสำรอง โดยจะเปลี่ยนไฟฟ้าจากกระแสตรงให้เป็นกระแสสลับ ซึ่งจะทำให้ยืดการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ได้ต่ออีกระยะนึง แต่ Stabilizer จะปรับแรงดันไฟฟ้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถสำรองไฟได้ เพราะไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ซึ่งหากความดันในอุปกรณ์ต่ำ Stabilizer จะเพิ่มความดันไฟฟ้า และถ้าความดันสูงเกินไป Stabilizer จะลดความดันไฟฟ้าลงมา หากไม่มีเครื่องป้องกันความไม่สมดุลของกระแสไฟฟ้าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้
- UPS มีค่าความละเอียดในการปรับแรงดันน้อยกว่า Stabilizer เพราะงั้น Stabilizer มีหน้าที่ปรับแรงดันได้ดีกว่า
- UPS ราคาถูก ในการปรับโหมดจะใช้รูปแบบ Relay แต่ใน Stabilizer บางยี่ห้อจะใช้การปรับโหมดแบบ Static วึ่งจะปรับโหมดได้ไวกว่า
- ระบบกันไฟกระชากของ Stabilizer จะมีหม้อแปลงที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีกว่า UPS ที่ระบบกันไฟกระชากจะมีขนาดเล็ก
- Stabilizer จ่ายไฟแบบ Pure Sine Wave ส่วน UPS กรณีไฟดับจะจ่ายไฟแบบ Simulated Sine Wave
- Stabilizer มีน้ำหนักน้อยกว่า UPS
- UPS จะเหมาะกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการความเสถียรภาพสูงในการใช้งาน แบบที่ไฟดับก็ยังสามารถใช้งานต่อได้ตามปกติ โดยจะมีเวลามากพอที่จะบันทึกข้อมูลได้ทัน เช่น คอมพิวเตอร์ ส่วน Stabilizer จะเหมาะกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นอิเล็กทรอนิคส์ที่ราคาแพงๆ เช่น Smart TV